9 กรกฎาคม 2552

ข้อคิดดีๆ กับ พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคโต

เราได้รับ FW Mail นี้มา เลยเอามาลงให้อ่านด้วยกัน บางคนอาจเคยอ่านแล้ว อ่านอีกก็ได้ไม่เสียหายนะ


ปีเก่า

ปีเก่าคือประสบการณ์อันล้ำค่าที่เราไม่ควรปล่อยให้สูญไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ว่าประสบการณ์นั้นจะดีหรือเลว บวกหรือลบ สำเร็จหรือล้มเหลว ประสบการณ์เป็นสิ่งล้ำค่าถ้าเรารู้จักใช้ แม้จะเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดีก็เอามาใช้เพื่อที่เราจะสรุปบทเรียนและหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นอีก

การทบทวนด้วยใจที่เป็นกลาง หมายความว่าสามารถมองไปถึงความล้มเหลว ความผิดพลาดได้ โดยไม่รู้สึกแย่กับตัวเอง ไม่รู้สึกผิดกับตัวเอง เพราะถ้าหากเราเอาประสบการณ์ที่ผิดพลาดในอดีตเป็นบทเรียน จะทำให้เราลบล้างความผิดพลาดในอดีตได้ อยากให้เรากล้ามอง กล้าทบทวน ทบทวนเพื่อที่จะไม่ประมาทในชีวิต และอีกด้านเมื่อเราทบทวนด้านที่ประสบความสำเร็จก็อย่าหลงตัวลืมตน เพราะไม่มีอะไรแน่นอน มีคนบอกว่าความสำเร็จคือความล้มเหลวที่ยังไม่ปรากฏ อย่าเหลิงในความสำเร็จ เพราะนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวก็ได้ อย่าประมาท

สิ่งที่ควรถาม

ตอนนี้คนมักจะถามกันว่าเมื่อไหร่บ้านเมืองจะสงบ ทำยังไงเศรษฐกิจจะดีขึ้น ส่วนใหญ่ไปถามนอกตัว เราจะต้องถามว่าทำไมเราต้องเอาความสุขของเราไปแขวนไว้กับเหตุการณ์บ้านเมืองภายนอก ทำไมต้องเอาความสุขของเราไปฝากไว้กับเศรษฐกิจโลกด้วย อาตมาคิดว่านี่สำคัญ เราปล่อยให้สิ่งภายนอกมาบงการชีวิตของเรามากไปหรือเปล่า ความสุขของเรา ทำไมไม่ใช่เราที่เป็นคนคุม นี่คือสิ่งที่ปีใหม่ทุกคนควรจะถาม

สุข-ทุกข์อยู่ที่ตัวเราเป็นสำคัญ

เราควรรู้จักตัวเราเองให้มากขึ้น และตระหนักว่าสุขหรือทุกข์อยู่ที่ตัวเรา ไม่ได้อยู่ที่ภายนอก ขณะนี้เราไปเพ่งมองที่ภายนอก แล้วเราก็ไปโทษภายนอกว่าเป็นเหตุให้เราทุกข์ แต่เราไม่เคยมองมาที่ตัวเราเองว่าเป็นเพราะใจของเราหรือเปล่า เป็นเพราะตัวเราเองหรือเปล่าที่เป็นต้นตอแห่งความทุกข์ ซึ่งเป็นการมองข้ามความรับผิดชอบของตัวเรา

เราต้องดูที่ตัวเราเองก่อนว่าเราแก้ตัวเราเองหรือยัง เพราะทุกวันนี้คนเราไปแก้ข้างนอกเยอะ จนกระทั่งไม่แก้ตัวเอง เราโกรธ เราเกลียด คนที่คิดต่างจากเรา แม้กระทั่งคนที่อยู่ในบ้านเดียวกับเราเพราะเขาคิดไม่เหมือนเรา ทั้งๆ ที่มีแค่เรื่องเดียวที่คิดไม่เหมือนเรา เรื่องอื่นนี่คิดเหมือนกันหมดเลย แล้วเราก็มาโกรธกัน อะไรทำให้เราโกรธ เกลียดกันอย่างนี้ เป็นเพราะคนอื่นหรือเป็นเพราะเราไปมองที่ความแตกต่างมากกว่าที่จะมองที่ความเหมือนกัน

ตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน

การเจริญสติควรจะดำเนินในชีวิตประจำวันด้วย กินข้าว อาบน้ำ ทำครัว ซักผ้า นี่คือโอกาสในการเจริญสติได้ทั้งนั้น คือทำอะไรก็อยู่กับสิ่งนั้น อย่าปล่อยให้ใจฟุ้งซ่าน ทำเป็นอย่างๆ ไม่ใช่กำลังกินก็คิดไปเรื่องงานเรื่องการ คนเราสมัยนี้ชอบจะคิดข้ามชอตอยู่เป็นประจำ ไม่ยอมอยู่กับสิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าเรา อย่างนี้คือไม่มีสติ

การอยู่กับปัจจุบันไม่ได้ขัดแย้งกับการวางแผนชีวิตนะ ขณะที่คุณวางแผน ถ้าใจคุณคิดอยู่กับการวางแผน ตอนนั้นก็เท่ากับการคิดวางแผนเป็นปัจจุบันขณะ เมื่อคุณกำลังวางแผนการทำงานในวันพรุ่งนี้ก็ให้คุณมีสติอยู่กับสิ่งนั้น อย่าวอกแวก อย่าคิดวน แล้วมันจะมีอารมณ์ความวิตกกังวลเข้ามา ที่พระพุทธเจ้าบอกให้อยู่กับปัจจุบันขณะคือไม่ฟูมฟายไปกับอดีต และไม่วิตกกังวลไปกับอนาคตเพราะมันยังมาไม่ถึง จะวิตกกังวลไปทำไม เพราะมันก็ไม่ช่วยให้อนาคตเป็นไปอย่างที่คุณต้องการ

ง่ายๆ เวลาเจอไฟแดงแล้วรถติด ทำไมคนส่วนใหญ่ทุกข์ เพราะกลัวว่าจะไปสาย แล้วใจที่อยากจะให้ไฟเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียวไวๆ ถามว่าทุกข์หรือเปล่า ถามว่าได้ประโยชน์อะไรมั้ย การที่คุณกังวลมากแล้วจะทำให้ไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียวหรือเปล่า จะทำให้ถึงที่หมายได้เร็วขึ้นหรือเปล่า ในเวลาเช่นนั้นไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าคุณจะสนใจกับเสียงเพลงหรือข่าวที่คุณเปิดทางวิทยุ หรือว่าดูลมหายใจเข้า-ออก แทนที่จะวิตกกังวลว่าเมื่อไหร่จะเขียวสักที นี่คือการอยู่กับปัจจุบัน ไม่มัวกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

กัลยาณมิตร

การหากัลยาณมิตรมันไม่ยาก อยู่ที่ว่าคุณมีเป้าหมายชีวิตแบบไหน ถ้าคุณมีเป้าหมายชีวิตอยากจะรวยเยอะๆ อยากเป็นคนเด่นคนดัง คุณคิดว่าจะทำอะไรก็ได้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เป้าหมาย ความคิดแบบนี้ก็จะพาคุณไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมอีกแบบหนึ่งซึ่งหากัลยาณมิตรได้ยาก

แต่ถ้าคุณมีชีวิตเพื่อพัฒนาตน พยายามทำความดีให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม ฉันเชื่อว่าความดี ความมีเมตตากรุณา มีน้ำใจ เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุขและก็ช่วยเพื่อนให้มีความสุขด้วย ถ้าคุณมีเป้าหมายในชีวิตแบบนี้ มันก็จะนำพาคุณไปสู่กลุ่มคนที่เป็นกัลยาณมิตรได้ ประการแรกมันอยู่ที่ตัวเราว่าเราคิดยังไงกับชีวิต

ทีนี้ ถ้าจะดูว่าใครเป็นกัลยาณมิตรก็ดูว่าเขาส่งเสริมเกื้อหนุนให้เราทำความดีมั้ย เขาตักเตือนเวลาเราทำผิดพลาด หรือทักท้วงเราเวลาเราทำในสิ่งที่ไม่สมควรหรือเปล่า กัลยาณมิตรจะมีนิสัยอย่างหนึ่งคือเวลาเราได้ดีจะเตือนเรา ไม่เชียร์ ไม่ประจบ และเมื่อเวลาเราตกต่ำก็จะให้กำลังใจเรา แต่มิตรอีกแบบจะเป็นตรงข้ามกัน เวลาเราได้ดีเขาจะเชียร์ ชื่นชม สรรเสริญ แต่เวลาเราตกต่ำล้มเหลว เขาจะกระทืบซ้ำ มันต่างกันตรงนี้ เพราะฉะนั้นสังเกตดูเวลาคุณเป็นใหญ่เป็นโต เจริญก้าวหน้า แล้วมีคนทักท้วงคุณ ให้มองว่าเขาคนนั้นอาจจะเป็นกัลยาณมิตรก็ได้ แต่คนส่วนใหญ่เมื่อไปที่สูงจะไม่ชอบให้ใครทักท้วง จะมีแต่คนประจบ

ที่สำคัญอีกอย่างคือกัลยาณมิตรจะยอมรับในความเป็นเรา ยอมรับว่าเราอาจจะแตกต่างจากเขาได้ กัลยาณมิตรจะช่วยให้เราเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งในแง่นี้ ครูหรือครอบครัวก็เป็นกัลยาณมิตรได้ คือช่วยให้เราเติบโตบนเส้นทางของเรา ไม่ใช่ว่าเป็นอย่างที่เขาอยากจะให้เราเป็น

เงิน

มีคนพูดไว้น่าสนใจนะ ถ้าเรามีเงิน เงินนั้นก็เป็นข้ารับใช้ของเรา แต่ถ้าเราไล่ล่าหาเงิน เราก็จะเป็นทาสของเงิน

เราต้องมองว่าเงินไม่สามารถซื้อหาความสุขได้ แต่มันอาจจะเช่าความสุขได้ ต่างกันนะ ถ้าซื้อมันเป็นของของเรา แต่ถ้าเช่ามันอยู่ได้ประเดี๋ยวประด๋าว ความสุขนั้นจะอยู่กับเรานานแค่ไหนไม่รู้ เงินอย่างมากแค่เช่าความสุข แต่บางทีความสุขยังไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะว่ามันกลายเป็นภาระแก่จิตใจ กังวล วิตกว่ามันจะอยู่กับเราอีกนานเท่าไหร่

อยากจะให้เรามองให้รอบด้านว่าเงินมีทั้งคุณและโทษ คุณคือมันทำให้เรามีอำนาจ มีอิสระที่จะทำอะไรได้มากขึ้น มีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ว่ามันก็สามารถสร้างความทุกข์ให้แก่เรา อย่างต่ำคือเป็นภาระในการรักษามันหรือป้องกันไม่ให้ใครมาช่วงชิง หรืออย่างเลวคือมันทำให้เราตกเป็นทาสของมันด้วยความคิดว่าเงินคือทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าฉันมีเงิน ฉันไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ไม่ต้องพึ่งใครก็ได้

เมื่อสักปี 2543 มีผัวเมียชาวอเมริกันคู่หนึ่งถูกลอตเตอรี่ประมาณ 100 ล้านเหรียญ เงินนี้เขาสามารถอยู่ได้ชั่วชีวิต แต่ปรากฏว่าพอถึงปี 2548 ผัวเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ติดเหล้าจนตาย แล้วก็หย่ากัน เมียก็ไปอยู่คฤหาสน์คนเดียวแล้วก็ตายโดยที่ไม่มีใครอยู่ด้วย ตายอย่างเหงา เพราะเขาไม่เอาเพื่อนแล้วไง เขาคิดว่ารวยแล้ว คบเพื่อนเดี๋ยวเปลืองเงิน เขาคิดว่าเมื่อมีเงินแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็จะตามมา แต่ที่จริงเงินมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

เรายังต้องการเพื่อน การทำความดี แต่เงินทำให้เราหลงได้ นี่คือโทษของเงินที่เราต้องตระหนัก และอยากจะฝากไว้เรื่องหนึ่งคือถ้าเรายึดติดถือมั่นมากเท่าไหร่ว่านี่เงินของเรา เราจะกลายเป็นของมันทันที

ของขวัญ

อาตมาคิดว่าการให้ของขวัญ สิ่งสำคัญต้องไม่อยู่ที่ตัววัตถุ แต่อยู่ที่น้ำใจ และถ้าเราให้ของขวัญในสิ่งที่ช่วยประเทืองปัญญาจะดีมาก ไม่ใช่ให้ของขวัญที่กระตุ้นโลภะ โทสะ หรือว่าเป็นของขวัญที่บั่นทอนสุขภาพ ของขวัญถ้ามันไปสนองกิเลสของผู้รับ มันก็เป็นโทษทั้งแก่ผู้รับและผู้ให้ ในทางพุทธศาสนาก็ไม่ได้บุญ แต่ถ้าคุณให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต เกื้อกูลสติปัญญา ประเทืองอารมณ์ จรรโลงใจ เหล่านี้จะเป็นบุญแก่ทั้งผู้รับและผู้ให้

อีกอย่างหนึ่งที่เรามักจะมองข้ามคือการให้ของขวัญแก่ตัวเอง แต่ไม่ใช่ของขวัญที่ส่งเสริมกิเลสตัณหา อาจจะมีบ้างก็ได้ เช่น ไปดูหนัง ไปกินเลี้ยงกัน แต่ว่าของขวัญที่เป็นอาหารใจ เช่น อาจจะปลีกตัวไปต่างจังหวัด ไปทำสมาธิภาวนา ไปอยู่เงียบๆ ท่ามกลางธรรมชาติและใคร่ครวญชีวิตที่ผ่านมา และมองไปข้างหน้าว่าเราจะทำชีวิตให้ดีขึ้นได้อย่างไร การทำสมาธิภาวนาให้จิตใจได้รับความสงบก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะความสงบเป็นของขวัญที่คนยุคนี้โหยหาแต่ไม่ค่อยได้ ความสงบเย็นเป็นของขวัญล้ำค่าที่เราควรจะให้แก่ตัวเราบ้าง เพราะทุกวันนี้เราได้แต่ความสนุก ความเครียด สร้างอารมณ์ที่เป็นพิษให้แก่เรา ถ้าเราสามารถหาทางระบายอารมณ์ที่เป็นพิษออกไปบ้าง ความโกรธ ความเกลียด เอาออกไปบ้าง รับเอาความสงบเย็นเข้ามา จะเป็นของขวัญที่ล้ำค่ามาก

รวมทั้งการตั้งปณิธานที่จะทำสิ่งดีๆ ให้ตัวเองกับปีใหม่ที่จะมาถึง ซึ่งอาตมาคิดว่านี่แหละคือพรที่สำคัญ พรแปลว่าสิ่งประเสริฐ สิ่งประเสริฐที่ดีที่สุดคือสิ่งที่เราต้องทำเอง ทุกวันนี้เราไปขอพรจากคนโน้นคนนี้ มันไม่ใช่พรที่ยั่งยืน พรที่ยั่งยืนคือพรที่เกิดจากการที่เราทำด้วยตัวเราเอง

ความรัก

รักที่แท้ในพุทธศาสนาคือเมตตา กรุณา หมายถึงการปรารถนาให้ผู้อื่นได้ดี มีความสุข และอยากให้เขาพ้นทุกข์ ทั้งหมดนี้อยู่ที่การเอาผู้อื่นเป็นตัวตั้ง แต่ความรักอีกแบบหนึ่งที่พุทธศาสนาไม่ส่งเสริม เรียกว่า สิเนหา หรือที่เราเรียก เสน่หา เพราะมันเป็นความรักที่เอาตัวกูหรืออัตตาเป็นตัวตั้ง

เรารักเพราะสิ่งนั้นมันปรนเปรอเรา เรารักเพราะเขาถูกใจเรา เพราะเขาสนองกิเลสของเรา หรือเพราะเขาสามารถให้ความสุขแก่เราได้ เป็นความรักที่เอาตัวกูเป็นตัวตั้ง มุ่งประโยชน์สุขของเราเองมากกว่าที่จะมุ่งประโยชน์สุขของผู้อื่น นี่เป็นความรักที่คนสมัยนี้ไม่เข้าใจ

เราไปหลงติดอยู่กับสิเนหาแล้วเราก็เรียกว่า ความรัก ทั้งที่เป็นความรักตัวเองและเป็นความรักที่ผิดด้วย

พุทธศาสนาเน้นเรื่องความรักมาก โดยเริ่มต้นจากความรักตัวเองอย่างถูกต้อง ทุกวันนี้ใครๆ ก็บอกว่าฉันรักตัวเอง แต่เวลาให้อยู่กับตัวเองกลับอยู่ไม่ได้ ให้อยู่กับตัวเองคืออยู่ในบ้าน ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีใครอยู่ในบ้าน คุณอยู่กับตัวคุณเอง อยู่ได้ไม่เกินครึ่งวันก็บ้าแล้ว

ทำไม ในเมื่อคุณรักตัวเอง คุณก็ต้องอยู่กับตัวเองได้ แต่คนทุกวันนี้อยู่กับตัวเองไม่ได้ เพราะอะไร ทุกวันนี้เรามีแต่จะหนีตัวเอง แล้วเราหนีตัวเองยังไง หนีตัวเองด้วยการไปหมกมุ่นกับสิ่งอื่น หนีตัวเองไปอยู่กับโทรทัศน์ อยู่กับห้างสรรพสินค้า อยู่กับโทรศัพท์มือถือ อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ คนทุกวันนี้หนีตัวเอง แล้วจะเริ่มรักตัวเองได้ยังไง ทนอยู่กับตัวเองไม่ได้ อยู่แล้วเครียด กลุ้ม ฟุ้งซ่าน ทะเลาะกับตัวเอง

ถึงที่สุดแล้ว คนทุกวันนี้นอกจากรักคนอื่นไม่เป็นแล้ว รักตัวเองก็รักไม่เป็น ก็เลยวิ่งวุ่นหาสิ่งเสพ หาใครต่อใคร เปลี่ยนคู่มากมาย แล้วไม่เคยพบเลย เพราะเขาไม่มีความสงบกับตัวเอง ไม่มีสันติกับตัวเอง ไม่รักตัวเอง

ถ้าอยู่กับตัวเองได้ไม่มีความเหงา ถ้าคุณรักตัวเอง คุณอยู่กับตัวเองแล้วคุณจะเหงาได้ยังไง แต่เพราะว่าเราอยู่กับตัวเองไม่ได้ เราไม่รู้สึกว่าตัวเราไม่เป็นเพื่อน

ความตาย

ความตายก็เป็นธรรมดาของชีวิต คือความแน่นอน แต่ในความแน่นอนก็มีความไม่แน่นอนอยู่ คือไม่แน่นอนว่าจะตายเมื่อไหร่ หลายคนคิดว่าความตายคือสิ่งที่อยู่ไกลตัว ฉันยังแค่ 20 อีกตั้งนานกว่าจะตาย แต่เรารู้ได้ยังไงว่าเราจะอยู่ได้ถึงวันพรุ่งนี้ เราแน่ใจได้ยังไงว่าเราจะอยู่ถึงปีใหม่

ภาษิตทิเบตบอกว่า ระหว่างวันพรุ่งนี้กับชาติหน้า ไม่มีใครรู้หรอกว่าอะไรจะมาก่อน

เมื่อเราตระหนักว่าความตายจะมาถึงเราเมื่อไหร่ก็ได้ เราต้องถามตัวเองว่าเราพร้อมจะตายหรือยัง เราได้ทำความดีเพียงพอหรือยัง เราได้ใช้ชีวิตที่ผ่านมาให้คุ้มค่าหรือยัง เราได้ทำสิ่งที่เป็นจุดหมายของชีวิตหรือยัง และเราพร้อมจะไปจากสิ่งต่างๆ ได้หรือยัง ถ้าคุณยังไม่พร้อม ยังไม่คิดว่าทำดีเพียงพอแล้ว ก็ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ และเมื่อคุณคิดแบบนี้ คุณจะซาบซึ้งกับสิ่งที่คุณมีอยู่ในปัจจุบันมากขึ้น เวลาแต่ละนาที แต่ละขณะจะมีคุณค่ามากขึ้น ช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบันได้ง่ายขึ้น แทนที่จะเสียเวลากับความกังวลเรื่องที่ยังมาไม่ถึง แทนที่จะเสียเวลากับความทุกข์ระทมที่ผ่านไปแล้ว

เราเอาเวลามาทำสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันให้ดีที่สุด งานที่เราทำอยู่อาจจะเป็นงานสุดท้ายก็ได้ อาจจะไม่ได้ทำอีก ฉะนั้น ต้องทำให้ดีที่สุด คนที่เราคุยด้วยอาจจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายก็ได้ ปฏิบัติกับเขาอย่างดีที่สุด เอาใจใส่ความสัมพันธ์อย่างเต็มที่

เราจะชื่นชมปัจจุบัน เพราะเราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะตายหรือเปล่า จะทำให้เราใช้ชีวิตในปัจจุบันด้วยความไม่ประมาท

ปีใหม่เริ่มต้นได้ทุกวัน

ปีใหม่เริ่มต้นได้ทุกวัน วันนี้ก็คือวันแรกของปีใหม่เสมอ ตราบใดที่ทุกวันเป็นวันใหม่ ทุกวันก็เป็นปีใหม่

เรื่องของการตั้งปณิธานว่าจะทำอะไรนั้น อยากจะตั้งข้อสังเกตนะ คือถ้าอะไรที่ยังอยู่อีกไกล เรามักตั้งปณิธานที่จะทำอะไรดีๆ ก็ได้ ตราบใดที่มันยังอยู่อีกไกล แต่ถ้ามันมาถึงตัวเมื่อไหร่ เรามักจะลืมมันได้ง่ายๆ เช่น หลายคนอาจจะบอกว่าปีใหม่นี้ฉันจะเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ วันนี้เป็นวันที่ 1 ธันวาคม มันง่ายที่จะตั้งปณิธานอย่างนั้น แต่พอถึงวันที่ 31 ธันวาคมเมื่อไหร่ คุณจะเริ่มหวั่นไหวแล้ว พอถึงวันที่ 1 มกราคม คุณก็จะบอกว่า เฮ้ย ค่อยไปทำปีหน้าก็ได้

อาตมากำลังพูดถึงการต่อสู้ระหว่างความคิดกับอารมณ์ความรู้สึก คนเราเวลาคิดดีๆ คิดได้ แต่อารมณ์ที่จะทำสิ่งดีๆ บางทีมันไม่มี คนเรามีจุดอ่อนอย่างหนึ่งคือถ้าเป็นเรื่องการเสพ การบริโภค ระหว่างวันนี้ ชั่วโมงนี้ ถ้าคุณเสพ คุณได้หนึ่ง สมมติว่าวันนี้มีของอยู่ชิ้นหนึ่ง แต่ถ้าคุณรอหน่อยอีกสักวันหรืออีกชั่วโมง คุณจะได้สองชิ้น คนส่วนใหญ่จะเลือกเดี๋ยวนี้เลย คือถ้าเป็นเรื่องการเสพเราจะไม่ค่อยทนเท่าไหร่ เราจะรีบเสพทันที ถึงแม้ว่าสิ่งที่เสพนั้นจะมีน้อยกว่าก็ตาม แต่ถ้าเป็นเรื่องการทำความดี เรามักจะผัดผ่อนออกไป

อยากจะเตือนว่าถ้าหากเราตั้งใจว่าจะทำอะไรดีๆ ในปีใหม่ อย่าอ่อนแอ ขอให้มีจิตใจที่มั่นคงเข้มแข็ง ถ้าเราทำได้อย่างที่เราตั้งใจ ต่อไปการทำสิ่งดีๆ ก็จะทำได้ง่ายขึ้น

............ ...

พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคโตและประธานเครือข่ายพุทธิกา ภิกษุผู้เผยแผ่ธรรมะ พระนักกิจกรรมผู้เชื่อมร้อยโลกและธรรมอย่างแนบเนียนและลุ่มลึก

3 ความคิดเห็น:

  1. สุข-ทุกข์อยู่ที่ตัวเราเป็นสำคัญ
    ใช้สติให้มาก และอยู่กับความเป็นจริง

    หลักแบบนี้ ใครอย่าคิดว่า "ง่าย" ในการปฏิบัติเชียว

    ตอบนำออก
  2. เห็นด้วยอย่างยิ่ง

    ตอบนำออก
  3. ลุง11/7/52 13:36

    ชอบบทความ และ แนวคิดของพระอาจารย์ไพศาล มานานแล้ว ตั้งแต่เรียน มหาลัยแล้ว ดีใจที่ได้อ่านอีก แต่ปฎิบัติไม่ค่อยได้ กิเลสมันเยอะ แกะไม่ค่อยออก

    ตอบนำออก