4 มิถุนายน 2554

อุ่นใจ...มาแบบอุ่น ๆ








ในที่สุดก็ตัดสินใจเขียนลงใน Blog หลังจากที่เงียบหายไปนาน....


ในช่วงที่ภาระกิจยุ่งเหยิง มีช่องเวลาว่างนิด-ว่างหน่อย ก็ต้อง
รีบมุดหัวออกมาหายใจ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีของฝากติดไม้ติดมือมาให้ได้ชื่นใจกัน

นู๋รินคนเก่ง เสียงหวาน ร้องเพลงอ้อน ๆ ให้ลุงป้าน้าอาได้ฟังอย่างสุขใจ สะกิดให้อารมณ์ที่อ่อนไหว ได้คิดถึงใครหลาย ๆ คนที่หลงรัก (มีเยอะเหมือนกันแฮะ!) เพลิดเพลินอยู่ในห้วงคิดคำนึงอยู่ตลอดช่วงที่ทำเพลงนี้ คิดหาเพื่อนที่จะร่วมความรู้สึกเดียวกัน ไม่อยากเดียวดายฝันหวานอยู่คนเดียว










ทุกครั้งที่ได้ร่วมงานกับเด็ก ๆ โดยเฉพาะเป็นเรื่องดนตรีด้วยแล้ว ก็จะรู้สึกสนุกสนานและมีความสุขมาก เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง นู๋รินเป็นคนเก่ง ไม่เพียงทำให้พ่อแม่ชื่นใจ ยังเผื่อแผ่ความภูมิใจมาให้อาคนนี้ด้วย


หลานชายคนเก่งอีกคน ก็ลูกชายธเนศ-เพื่อนเก่า คงจะได้เจอกันในไม่ช้านี้...



ใครฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกอย่างไร ก็คอมเม้นต์มาให้กำลังใจเด็ก ๆ กันหน่อยนะจ๊ะ...

..........................


สำหรับใครที่เข้า Blog ไม่ได้ หรืออยากจะโหลดเพลงเก็บไว้ฟัง ก็ตาม link ข้างล่างเลย...



อ่านต่อ…

31 ธันวาคม 2553

Happy New Year



May your hopes and plans work out just right for you.

May the blossoms of love perfume your days.
May happiness walks with you..now and always...

Happy New Year everybody ^^
อ่านต่อ…

28 พฤศจิกายน 2553

พลุ พลุ พลุ


ช่วงนี้งานค่อนข้างยุ่ง เลยไม่มีเวลาทำอย่างอื่นนอกเหนือจากทำงาน แต่เพราะเราจำได้ว่าปีที่แล้ว วันลอยกระทงเราได้ดูพลุที่ office เราแล้วมีถ่ายรูปพลุไว้บ้าง ส่งรูปให้ดูทั้งๆที่รูปไม่เอาไหนเลย แต่ก็มีเพื่อนๆอยากเห็นของจริง มาปีนี้ก็เลยเชิญชวนเพื่อนๆมาดูพลุด้วยกัน แต่มีมาไม่กี่คนเองนะ ไม่รู้คนอื่นๆคงมีนัดลอยกระทงกับสาวๆหนุ่มๆที่อื่นกันหมดมั้ง สรุปคือพวกที่มาเป็นพวกไม่มีกิ๊ก พวกที่ไม่มาเป็นพวกมีกิ๊กหมด อย่างนี้ง่ายดี

ตอนแรกเรานัดไว้ว่าให้มาเจอกันประมาณ ไปๆมาๆ มีโทรนัดกันนอกรอบ ให้มากินข้าวเย็นด้วยกันก่อน เจอเพื่อนคนอื่นๆ เราก็โอเค ได้ไปกินที่ร้านแสนยอด ในซอยใกล้ office เรา (ความลับคือเราทำงานอยู่แถวนั้น แต่ไม่รู้หรอกว่าแถวนั้นมีร้านอาหารอะไรบ้าง อร่อยไม่อร่อย ส่วนคนที่อยู่ที่อื่น รู้ไปหมดว่าร้านไหนอร่อย!!

เราก็บอกว่าให้มาเจอที่ office เราก่อนแล้วกัน ประมาณ 17:00 มาดูวิวก่อนพระอาทิตย์ตก แล้วค่อยเดินไปกิน แต่ละคนก็หิ้วขนมมาคนละถุงสองถุง ดูวิว ถ่ายรูปกิ๊วก๊าวตามประสาสาวน้อยยย


แล้วก็ถึงเวลาไปกิน ก็มีเรา ปู อุ๊ นก นพ แล้วเราก็โทรหา หลอ เพราะเห็นว่าไม่สบาย ท่าทางจะซมเยอะเลย เลยไม่อยากทรมานเขาให้พูด ต่อมาก็มีเตี๋ยวพาลูกชายสองคน (เหมือนพ่อยังกับแกะ) มาร่วมหม่ำอาหารด้วย นพบอกว่าร้านนี้ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าดัง ก็ต้องสั่งมาชิมกันตามระเบียบ ความจริงไม่กะกินเยอะ แต่ปรากฎว่ากินกันอิ่มมากกก แถมนู๋ปูขอเรียกหาโอวหนี่แปะก้วยเป็นของหวาน งานนี้ของหวานเลยเป็นจานพิฆาตไปโดยปริยาย

กลับมาที่ office คราวนี้มีกิ้มพาลูกชายคนเล็กมาด้วย ก็ได้คุยเฮฮา แล้วพอ 20:00 ก็มีการจุดพลุ ทำเอาทุกคนตื่นตาตื่นใจอยุ่พักนึง พอพลุสงบ กิ้มอยู่คุยอีกแป๊ปก็ต้องรีบไปเมืองทองรับอาซ้อ

ส่วนพวกเราก็นั่งคุยเล่นกันรอพลุชุดใหญ่ รอแล้วรอเล่า เกือบคิดว่าปีนี้ประหยัดงบมั้งคงไม่จุดอีกแล้ว 21:00 ก็แล้ว 21:30 ก็แล้ว คุยกันว่าถ้า 22:00 ไม่จุดคงไม่มีแล้ว แต่ที่ไหนได้ พอ 22:00 เรือทุกลำจอดนิ่งในลำน้ำเจ้าพระยา มีเรือจุดพลุอยู่กลางน้ำ แล้วพอ 22:15 ก็เริ่มพลุชุดใหญ่เลย สวยมาก แต่เราถ่ายรูปพลุยังไม่ค่อยเป็น รูปเลยออกมาไม่ค่อยสวยอย่างใจอยากได้ รูปที่เห็นบางรูปของนู๋ปูอ่ะ





เรามีถ่ายเป็นวิดีโอไว้ แต่ file ใหญ่มาก เลยต้องไป upload ที่ youtube แทนให้เพื่อนๆเข้าไปดูได้ที่

http://www.youtube.com/watch?v=3QvV739V2p4&feature=share

พอพลุจบก็ถึงเวลาแยกย้ายตัวใครตัวมัน แล้วคงนัดเจอกันอีกจ้า บ๋ายบาย
อ่านต่อ…

24 กันยายน 2553

หนึ่งวันที่มิลาน


หลังจากที่เราเสร็จงานที่เมือง Vicenza ขากลับจะผ่านทาง Milan ไหนๆผ่านทั้งทีเราก็เลยแวะที่เมืองนี้หนึ่งวัน ด้วยเหตุว่าเราไม่เคยมาเมืองนี้เลยสักครั้งเดียว และเชื่อไหมไม่มีใครที่เรารู้จักบอกว่าต้องมาเมืองนี้ มีแต่พูดถึงเวนิส ฟลอเรนซ์ โรม และทางใต้ของอิตาลีทั้งนั้น

เมื่อไม่เคยมาก็อยากจะมาให้เห็น เขาว่าเป็นเมืองแฟชั่น เราก็จะนึกถึงอาคารแบบยุโรปยาวเป็นแถบสองข้างถนน มีร้านค้าแบรนด์เนมต่อเป็นแถว ก็ถนนแฟชั่นไง นึกถึงสถานที่เก่าแก่ มี Duomo โบสถ์โรมันคาธอริคที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ มีโรงละครเก่าแก่ มีนู่นนี่ คิดว่าน่าดูนะ

พอเราเข้าถึงตัวเมืองมิลาน ความรู้สึกเราก็แปลกๆไป เราเห็นเมืองเป็นเมืองใหญ่ แบบเมืองด้านการเงิน การอุตสาหกรรม ตึกรามบ้านช่องก็เป็นแบบยุโรปแหละ แต่เป็นแบบที่เรียกว่า big city น่ะ ไม่รู้จะอธิบายเป็นภาษาไทยว่าไง ความรู้สึกมันแข็งกระด้างไม่นุ่มนวลชวนฝันน่ะ จุดที่นักท่องเที่ยวจะไปเป็นจุดเมืองเก่า ซึ่งมี Piazza del Duomo หรือจตุรัสดูโอโม ที่นี่จะเห็นโบสถ์ที่เราพูดถึง สวยเด่นตระหง่าน มีรูปปั้น Vittorio Emanule ที่กลางลาน เราเข้าไปในโบสถ์ พอดีเขากำลังมีพิธีกรรมด้านใน ห้ามส่งเสียงดัง เราเดินดูกระจกสี ภาพเขียน สวยงามมาก แล้วก็ออกมา ไม่ได้ขึ้นไปด้านบน



ออกจากโบสถ์ ใกล้กันจะเป็นปราสาทที่ดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ พอดีเขาปิด เราก็ไม่ได้เข้าไป อีกด้านของโบสถ์จะเป็น Galleria Vittorio Emanule II เป็นตึกเก่าหลังคากระจก งามสง่า ข้างในเป็น shopping arcade ร้านยี่ห้อดังๆทั้งหลาย เดินดูภายในตึก ดูร้านค้า เรื่อยไปถึงสุด ก็จะทะลุออกไปเจอ La Scala Opera House อันมีชื่อเก่าแก่ของที่นี่ เราเดินดูไม่นานก็เดินเลี้ยวกลับ




พอดีช่วงที่เราไป มีงานแสดงภาพวาดของดาวินชี่ เราก็เลยไปดู ข้างในพิพิธภัณฑ์ จะมีห้องหลายห้อง มีภาพวาดต่างยุคสมัย เรียงราย เราไม่ทันดูโบรชัวร์ ก็นึกว่าคงได้ดูหลายภาพของดาวินชี่ พอไปถึงห้องแสดงภาพของดาวินชี่ เห็นอยู่ภาพเดียว เลยรู้สึกเซ็งเล็กน้อย แต่ภาพอื่นๆที่เห็นในห้องอื่น ก็ประทับใจมากเหมือนกัน


มีถนนเส้นอื่นที่เขาเรียกกันว่าถนน shopping เพราะจะมีร้านเรียงรายตามถนนที่เดิน จะเป็นช่วงๆไป เราก็เดินไปเรื่อยดูโน่นดูนี่ ซื้อของไม่ลงหรอก เพราะราคาแพงเมื่อคิดเป็นเงินบาท ทั้งๆที่ตอนนี้ 1 ยูโรประมาณ 40 บาท ซึ่งนับว่าใช้ได้เลยนะ นอกจากเข้าแวะดูตามร้าน (แหม ถึงไม่ได้ซื้อก็ขอเข้าไปดูหน่อยล่ะน่า) ก็เงยดูตัวตึกที่ผ่าน

ยังมีสถานที่อื่นที่นักท่องเที่ยวไปดูกัน แต่เราก็ไม่ได้ไป เพราะมัวเสียเวลาเดินดูโน่นนี่ แล้วเราไม่ได้มีเวลามากเท่าไหร่ อย่างที่บอก เราเดินในส่วนที่เป็นเมืองเก่า แต่ตัวเมืองจริงจากที่เห็น ตามความคิดเรา ไม่มีอะไรน่าดูเท่าไหร่ เป็นอีกหนึ่ง big city ที่เหมือนๆกันทั่วโลก แตกต่างกันตรงสถาปัตยกรรมเท่านั้น ต้องยอมรับเราไม่ค่อยประทับใจกับเมืองนี้นัก ได้มาเห็นครั้งนึงสมใจอยากแล้วก็โอเคไง
อ่านต่อ…

เวนิสที่รัก


แล้วเราก็ได้ไปเยือน เวนิส ที่รัก

คราวนี้ขอฉวยโอกาสก่อนประธานหลอนะ เพราะเราได้ไปดูงานแสดงสินค้าที่อิตาลี ก็เลยขอชะแว้ปครึ่งบ่ายไปเยี่ยมเยือนเวนิสที่รัก หลังจากที่ห่างหายประเทศนี้ไปนานมาก

ช่วงเวลาที่เราแวะไป อากาศกำลังดี ไม่ร้อนไม่หนาว แดดตอนบ่ายเปรี้ยงดี ตอนที่เราไปถึงท่าเรือท่ารถ เห็นผู้คนมากมายเลยล่ะ เมืองนี้ในสายตาเราไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ ที่เมืองนี้ถ้ามาทางรถไฟ พอถึงสถานีก็ต้องเดินเท้าหรือไม่ก็ใช้เรือโดยสารอย่างเดียว ไม่มีรถยนต์เกะกะในเมืองเลย ความที่เป็นเมืองเล็ก สามารถเดินเท้าดูโน่นนี่ได้ทั่วเมือง จะมีตรอกซอกซอย ทางเดินเลี้ยวไปมา น่าสนใจอยู่ แต่ที่จะขาดไม่ได้คือ การเดินทางโดยเรือโดยสาร วาโปเร็ตโต


เรือโดยสารนี้เขาจะจอดตามท่าต่างๆ ค่าโดยสารคิดเป็นเที่ยวหรืออาจเป็นราย 12 ชม หรือเป็นวัน ขึ้นลงกี่เที่ยวก็ได้ แล้วแต่สะดวก เรือโดยสารนี้จะล่องไปตาม Grand Canal จอดตามท่าต่างๆ จะไปที่ไหนต้องดูป้ายหน่อยว่าต้องขึ้นเรือเบอร์อะไร เหมือนขึ้นรถเมล์ยังไงยังงั้น แต่คนเยอะมากกกก และจะแย่งที่นั่งด้านหน้าเรือ หรือที่ยืนข้างตัวเรือซ้ายขวา ไม่ค่อยมีคนยอมเข้าไปนั่งข้างในใต้หลังคา เพราะไม่เห็นวิว มีแต่คนท้องถิ่นเท่านั้น ถ้าอยากดูวิว ล่องลำคลองก็สามารถนั่งเรือวนรอบกลับมาที่เดิมได้เลย วิวเขาสวย ที่นี่มาเที่ยวคนเดียวได้


เราขึ้นปุ๊ป ก็จะพยายามหาที่นั่งด้านหน้า แต่ถ้าไม่มีก็ยืนเกาะข้างเรือ เพราะเราจะดูวิวบ้านเรือนริมแม่น้ำ เสน่ห์ของเวนิสอยู่ที่ตึกรามริมแม่น้ำนี่แหละ เรือที่เราโดยสารเริ่มจากท่ารถ แวะไปตามจุดจอดต่างๆ วิวสวยงามเหมือนที่เคยเห็น น้ำค่อนข้างเยอะ ผ่านสะพานอันโด่งดัง Rialto เห็นเรือกอนโดล่า เรือยอร์ช ลอยลำ แล้วก็ไปถึงท่าเรือ San Macro เราขึ้นที่นี่



Piazza San Macro หรือ จตุรัสซานมาโคร ไม่เปลี่ยนไปเลย นักท่องเที่ยวมากมายอยู่ที่ลานนี้ สิ่งเดียวที่เราบ่นคือ หลายครั้งที่มา จะเห็นบางส่วนของโบสถ์ St Mark's Basilica ปิดซ่อมแซม มางวดนี้นึกว่าจะไม่มีปิดซ่อมแซมแล้ว แต่ที่ไหนได้ ยังมีอยู่เลย สงสัยจริงๆว่าเขาใช้เวลากี่ปีในการซ่อมแซมแต่ละจุด เพราะครั้งสุดท้ายที่ไปน่ะมันหกปีมาแล้ว ติดกันจะเป็นปราสาท เคยเข้าไปครั้งนึง ลงไปดูคุกใต้ดินด้วย ดูแล้วหดหู่มาก แต่มาครั้งนี้เราเดินดูแต่ที่ลานจตุรัส ได้ดูนาฬิกาตีระฆังพอดี แล้วก็เริ่มเดินลัดเลาะเข้าไปในซอยที่จะนำไปสู่ Rialto ตลาดที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และสะพานที่ปรากฎในละครเรื่องเวนิชวานิสของเช็คสเปียร์สด้วย


สองข้างทางในซอยจะเห็นร้านค้าขายของที่ระลึก ลูกปัด แก้วจากเกาะมูราโน ร้านขายเครื่องหนังไม่มีแบรนด์ ร้านขายของแบรด์เนมจากอิตาลี เดินดูเรื่องไปตามทาง ตามมุมตึกจะมีลูกศรชี้และชื่อสถานที่ให้ไปทางไหน ไม่หลงง่ายๆหรอก ตามซอกซอยจะเห็นคลองเล็กๆ เห็นสะพานเล็กๆข้ามคลอง เป็นเสน่ห์ของเมืองนี้จริงๆ เรามีแวะร้านขายไอติมสองครั้ง อร่อยดี เดินไปตามทางดูของดูตึกรามบ้านช่อง แล้วก็ไปโผล่ที่สะพาน Rialto ที่นี่มีคนมากมายยืนถ่ายรูปที่สะพาน ร้านค้าก็เยอะ ร้านอาหารริมน้ำก็เยอะ ได้โอกาสนั่งพักดื่มกาแฟที่ร้านริมน้ำดูผู้คน และเรือล่องไปมา เพลิดเพลินใจพอดู




แล้วก็เรานั่งเรือจากที่นี่ไปลงที่ จตุรัสซานมาโครอีกรอบ เดินเรียบฝั่งแม่น้ำ ไปถึงสะพานถอนหายใจครั้งสุดท้าย แล้วก็กลับมาท่าเรือ นั่งเรือกลับไปที่ท่ารถ เวลาที่เวนิสก็จบลงเท่านี้ ถือว่าได้ใช้เวลาหนึ่งบ่ายได้คุ้มค่า ใครที่จะไปก็อย่าลืมวางแผนนั่งเรือรอบเกาะ เดินรอบเกาะ แวะ musuem น่าดูหลายแห่ง และไปที่เกาะมูราโน ที่นี่โด่งดังเรื่องเครื่องแก้ว ดูเขาเป่าแก้ว เกาะบูราโน โด่งดังเรื่องงานลูกไม้ งานปัก เกาะตอเชลโล มีศิลปะ Byzantine หลงเหลือให้ดูอยู่ ส่วนคนที่เคยไปแล้ว ก็มาร่วมรำลึกความหลังกันนะ บ๋ายบาย
อ่านต่อ…

23 กันยายน 2553

Classic Cars







ห่างหายไปไม่นาน แต่ดูบทความในบล๊อกก็ไม่ได้หดหายไปไหน ดีจัง

มาคราวนี้ขอแหวกแนวเล็กน้อย เอารูปรถคลาสิคมาให้ดูกัน พอดีได้มีโอกาส (อีกแล้ว) ไปแตะๆจับๆ และได้นั่งรถฉายไปมาอยู่สองสามชั่วโมง เลยขอเอามาบอกเล่านิ๊ดนึง ให้เพื่อนที่ชอบรถเก่า น้ำลายไหลเล่นอ่ะ

พูดถึงรถคลาสสิคโบราณ ก็คงหนีไม่พ้น ของ Rolls-Royce (RR) และ Bentley (B) คนที่เรารู้จักที่สวิส เขาเป็นเพื่อนกับเจ้านายเรา ตอนแรกเขาสองคนหุ้นกันซื้อรถเก่า RR รุ่น Silver Shadow I ปี 1972 สภาพค่อนข้างใช้ได้ แล้วเอามาrestore ใหม่ แล้วเขาก็ใช้รถคันนี้ขับจากสวิสไปแคว้นชอมปาญ (เราอ่านแชมเปญ) ที่ฝรั่งเศสมาแล้ว เครื่องยนต์ยังดีขับราบรื่นตลอดทาง ต่อมาเขาก็ขายรถคันนี้ ได้ราคาดีพอควร


จากนั้นเขาก็ได้รถคันใหม่ หุ้นกันอีก ได้รถ B รุ่น Asur ปี 1996 คันนี้สภาพค่อนข้างใหม่เลย ใช้น้อยมาก ไม่ถือว่าเป็นรถเก่า ข้างในไม่ต้องทำใหม่ เครื่องแรง เรามีโอกาสได้ลองขับหนนึง ตื่นเต้นมาก (ไม่ใช่อะไรหรอก ก็พวงมาลัยซ้ายอ่ะ) ปัจจุบันยังใช้รถคันนี้อยู่ แต่เห็นว่ามีคนเสนอราคาขอซื้อมาแล้ว คงขายเร็วๆนี้ล่ะ



ไปๆมาๆเหมือนจะเริ่มทำธุรกิจซื้อขายรถเก่าเลยเนอะ ที่สวิส ค่าทำตัวรถ ทำสี แต่งรถให้ให้เป็น original ทุกอย่างแพงมาก ค่าอะไหล่ไม่เท่าไหร่ ค่าแรงคิดเป็นชั่วโมง แล้วทำนานมากต่อ 1 คัน จ่ายค่าแรงอานเลยนะ น่าเสียดายที่บ้านเราไม่ให้นำรถเก่าอายุมากเข้าประเทศ เขาถือว่าเป็นขยะ แต่ถ้าตัวเราอยู่เมืองนอกนานๆก็สามารถเอารถกลับเข้ามาได้ สำแดงว่าเป็นรถส่วนตัวไม่เกี่ยงอายุ หรือไม่ก็ต้องนำเข้าแบบตุกติกจ่ายใต้โต๊ะอย่างที่รู้กัน วุ่นวายดีจริงๆ แต่บ้านเราทำสีทำตกแต่งราคาค่าแรงน่าสนใจกว่ามาก ติดตรงต้องหาช่างฝีมือดีที่รู้จักรถดีถึงจะสามารถทำกลับให้อยู่สภาพดีแบบเดิมๆได้ เคยคิดว่าน่าเป็นธุรกิจที่ดี นำเข้ามาชั่วคราว ตกแต่งใหม่แล้วส่งออกไปอีกที ได้ราคาดี


เข้าเรื่องต่อ ตอนนี้ทั้งคู่เลยเริ่มเล่นรถเก่า คนนึงได้รถมาเพิ่มอีก 2 คัน เป็นของเขาเองคือ RR รุ่น Phantom II สีขาว ปี 1929 และ Phantom III สีดำ ปี 1937 ทั้งสองคันได้มาต่างเวลา แต่เราขี้เกียจจำ เขารักรถเขา restore ใหม่สวยมาก เลยเอารูปมาให้ดู เราได้มีโอกาสนั่งคันสีดำเที่ยวรอบนึง โอ่โถงโก้หรูใช้ได้

ส่วนอีกคนนึงก็ได้รถ RR รุ่น Phantom II Boatstail ปี 1933 คันนี้เป็นแบบเปิดประทุนไม่มีหลังคา ตัวรถด้านหลังเหมือนเป็นเรือเลยอ่ะ โอกาสได้ใช้ค่อนข้างน้อย เพราะที่สวิส ใน 1 ปีมีวันอากาศดีแดดดีน่าจะแค่สองอาทิตย์มั้ง (พูดเล่นนะ ไม่รู้จริงหรอก รู้แต่ว่าอากาศส่วนใหญ่ไม่ดี) ดูรูปแล้วกัน ก่อนวันกลับได้มีโอกาสนั่งรถคนนี้เที่ยวรอบเมืองที่เป็นทุ่งนาภูเขา 1 รอบ ต้องแต่งตัวเตรียมพร้อมด้วยนะ เพราะอากาศออกหนาว

ที่เราทึ่งกับ รถเก่าของ RR-B คือเรื่องใช้ระบบไฟฟ้า กระจกไฟฟ้า ทั้งที่บ้านเราสมัยเราเด็กๆยังใช้กระจกมือหมุน ไม่มีระบบไฟฟ้าอยู่เลย แล้วก็เรื่องสร้างตัวรถบน chassi ตามตัวเองชอบ ดูรูปคันสีดำ กับคันรูปเรือ เป็น chassi รุ่น Phantom II แต่ตัวรถแตกต่างกันไป เป็นการสร้างรถที่น่าสนใจจริงๆ เราไม่ค่อยรู้เรื่องรถเก่าเท่าไหร่หรอก เพียงสนใจรูปโฉมภายนอกภายใน อยากลองขับดูเหมือนกันแต่ไม่กล้าอ่ะ เห็นเขาหมุนพวงมาลัยแล้วเราคงไม่ไหว

เราได้มีโอกาสไปดูอู่ที่เขาทำสีรถ และอู่ที่ทำเครื่องยนต์ สะอาดสะอ้าน เขาเปิดเพลงสมัยใหม่ผ่านลำโพงเสียงไม่ดังมาก แต่ดูสิ่งแวดล้อมดี คนทำงานเขาดูทำงานละเอียดนะ แต่ก็ไม่เห็นเร่งร้อนอะไรคงพอๆกับบ้านเรามั้งเรื่องนี้ แต่เห็นงานเขาก็ต้องยอมรับว่างานที่ได้มีคุณภาพนะ แต่เราว่า บ้านเราถ้าตั้งใจก็มีคุณภาพเหมือนกันแหละ ว่ามะ

จบตอนนี้นะ แล้วว่ากันเรื่องใหม่ตอนหน้า
อ่านต่อ…